วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เผยเล่นเวทเบาๆ ประจำช่วยขจัดความเหี่ยว

เผยเล่นเวทเบาๆ ประจำช่วยขจัดความเหี่ยว

การทำเวทเทรนนิ่งหรือการออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักหรือการออกแรงกายแรงฝืน แรงต้านของน้ำหนักช่วยทำให้กล้ามเนื้อฟื้นสภาพขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง

งานวิจัยยันช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อคนชราวัย 71 ให้กลับมาฟิตเปรี๊ยะเต่งตึงเท่ากับอายุ 21

หนังสือพิมพ์เดอะเดลี่เทเลกราฟฉบับออนไลน์ของออสเตรเลียรายงานว่ามีงานวิจัย ล่าสุดจานักวิจัยชาวออสเตรเลียศึกษาพบว่าการทำเวทเทรนนิ่งหรือการออกกำลัง กายด้วยการยกน้ำหนักหรือการออกแรงกายแรงฝืนแรงต้านของน้ำหนักช่วยทำให้กล้าม เนื้อฟื้นสภาพขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง

ดร.ไซมอน เมโลฟซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชายชาวออสเตรเลียที่ทำการวิจัยอยู่ที่รัฐแคลิ ฟอเนียร์ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาทดลองจนพบว่าคนแก่ที่ได้รับการฝึก เวทมีการฟื้นฟูและสร้างกล้ามเนื้อใหม่จนมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับเดียวกัน กับกล้ามเนื้อของคนหนุ่มสาวปกติที่ไม่ได้เล่นเวท

ดร.เมโลฟซึ่งเป็นผู้อำนวยการด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความชราภาพ ณ สถาบันบัคเพื่อการวิจัยเรื่องสูงอายุและผู้วิจัยร่วมอีกคนซึ่งมีชื่อวา มาร์ค ทาโนโพลสกี ได้ให้ชายหญิงสุขภาพแข็งแรงดีซึ่งมีอายุเฉลี่ย 70 ปีจำวนทั้งสิ้น 25 คนทำการฝึกเวทเบา ๆ เพียงสัปดาห์ละ 2 ครั้งเป็นเวลาทั้งสิ้น 6 เดือน

โดยทั้งก่อนและหลังการทดลองผู้วิจัยได้นำเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อบริเวณต้น ขาของอาสาสมัครไปตรวจวิเคราะห์ความแข็งแรงเพื่อทำการเปรียบเทียบกันและเนื้อ เยื่อกล้ามเนื้อที่สร้างขึ้นมาใหม่ในคนชราก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเนื้อ เยื่อกล้ามเนื้อของคนวัยหนุ่มสาวที่ไม่ได้ฝึกยกเวทและมีอายุเฉลี่ยที่ 21 ปีด้วย ทั้งนี้ในการตรวจวิเคราะห์ผลนั้นผู้วิจัยได้ใช้กรรมวิธีที่เรียกว่ายีน เอ็กซ์เพรสชั่นโปรไฟล์สซึ่งเป็นการตรวจแท่งกล้ามเนื้อแห่งความหนุ่มสาว

ยีนเอ็กซ์เพรสชั่นนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อยีนมีการผลิตอาร์เอ็นเอ ซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดกลางที่ทำหน้าที่เปลี่ยนถ่ายข้อมูลที่จำเป็นต่อการผลิต โปรตีนซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ในการทำงานของเซลล์เป็นประจำในแต่ละวัน และหากมียีนเอ็กซ์เพรสชั่นต่ำกว่ามาตรฐานก็จะทำให้โครงสร้างหนึ่งของเซลล์ ซึ่งเรียกว่าไมโตคอนเดรียเกิดความบกพร่องในการทำหน้าที่

สำหรับไมโตคอนเดรียนั้นบางทีก็เรียกกันว่าเป็น “โรงงานผลิตพลังงานของเซลล์”เพราะว่ามันทำหน้าที่ในการผลิตและป้อนเอทีพีให้ กับเซลล์ โดยเอทีพีนี้ก็คือแหล่งที่มาของพลังงานทางเคมีของเซลล์นั่นเอง ทั้งนี้มีการศึกษาก่อนหน้านี้หลายอันพบว่าความบกพร่องในการทำหน้าที่ของไมโต คอนเดรียนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกันกับการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความเสื่อม สมรรถภาพในการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อซึ่งมักเกิดกับคนสูงอายุ

และจากการวิจัยนี้เองก็พบด้วยว่าเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่นำมาจากผู้สูง อายุที่เข้าร่วมการทดลองจำนวน 14 คนก่อนการทดลองโปรแกรมฝึกเวทแสดงให้เห็นถึงการเสื่อมสมรรถภาพในการทำหน้าที่ ของเซลล์ตามวัย แต่ภายหลังจากได้ฝึกเวทเป็นเวลาตามที่กำหนดแล้วตรวจอีกครั้งก็ได้ผลต่างกัน ในทางที่ดีขึ้น คือพบว่ายีนของผู้เข้าร่วมการวิจัยกลับฟื้นคืนสภาพขึ้นมามากจนอยู่ในระดับ พอๆ กับของคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้ทำการฝึกซึ่งได้นำมาตรวจวิเคราะห์เพื่อเปรียบ เทียบกัน

“ในผู้เข้าร่วมการวิจัยบางคนพบว่ากล้ามเนื้อมีความแข็งแรงกว่าของกลุ่มคน หนุ่มสาวด้วยซ้ำไป” ดร.เมโลฟกล่าวและว่าซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยอันเก่าที่แสดงให้เห็นว่าคนที่ เข้าร่วมการวิจัยสามารถฟื้นคืนความแข็งแรงกลับมาได้หลังได้ออกกำลังกายเป็น ประจำ

ส่วนในการวิจัยอันล่าสุดนี้พบว่าก่อนให้ฝึกเวทผู้เข้าร่วมการวิจัยสูง อายุมีความแข็งแรงน้อยกว่ากลุ่มคนหนุ่มสาวถึง 59 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว นั่นเท่ากับว่าการฝึกเวทช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กลุ่มคนสูงอายุมากขึ้นกว่า เดิมกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวโดยความแข็งแรงนี้วัดจากความยืดหยุ่นของเข่า ดร.เมโลฟกล่าวด้วยว่าโดยปกติแล้วคนเราจะเริ่มสูญเสียความแข็งแรงของกล้าม เนื้อไปปีละ 1 เปอร์เซ็นต์เมื่อเริ่มเข้าอายุ 40

ที่มา : สำนักข่าวต่างประเทศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส

ขยับวันละนิด ชีวิตเปลี่ยน แค่ขยับ = ออกกำลังกาย

ขยับวันละนิด ชีวิตเปลี่ยน แค่ขยับ = ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายง่ายๆ ไม่วุ่นวายอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องขยับให้ถูกวิธี

และแล้วความสะดวกสบายก็กลายเป็นภัยเงียบคุกคามสุขภาพคนไทยเข้าจนได้ โรคร้ายแรงและโรคเรื้อรังต่างๆ ที่คนไทยเป็นกันมาก เช่นโรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง โรคเกี่ยวกับกระดูกและไขข้อ โรคอ้วน รวมถึงโรคที่กำลังมาแรงอย่างอัลไซเมอร์ เมื่อศึกษาหาต้นเหตุก็พบจุดเริ่มต้นสำคัญอย่างหนึ่งคือ เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มาค้นพบคำตอบ ทำไมเราจึงต้องออกกำลังกาย และเปิดมุมมองใหม่ "แค่ขยับเท่ากับออกกำลังกาย" การออกกำลังกายง่ายๆ ไม่วุ่นวายอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องขยับให้ถูกหลักถูกวิธี

และใครอยากรู้ว่าต้องขยับอย่างไร ขยับแค่ไหนจึงจะเท่ากับการออกกำลังกาย ต้องขยับเข้ามาใกล้อีกนิด จะกระชับเรื่องดีๆ ให้ฟัง…

ถ้าคุณเคยคิดว่า ชีวิตที่สุขสบายคือชีวิตที่ไม่ต้องทำอะไรเห็นทีต้องรีบเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะความสบายในวันนี้จะนำมาซึ่งความทุกข์ในวันหน้า ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่าสาเหตุหลักของโรคร้ายที่คนยุคนี้กำลังเผชิญและต้องเสียทรัพย์สินใน การรักษากันมากมาย เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคอ้วนและโรคมะเร็งบางชนิด เกิดจากการขาดการเคลื่อนไหวออกแรงหรือขาดการออกกำลังกาย ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตมากกว่า 2 ล้านรายต่อปี นับเป็นการสูญเสียที่น่าเสียดาย เพราะแท้จริงแล้วโรคเหล่านี้ป้องกันได้ด้วยตัวของผู้ป่วยเองคือกินอาหารที่ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ที่สำคัญให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวออกแรงหรือออกกำลังกายเป็นประจำ

ขณะที่การศึกษาทางการแพทย์หลายชิ้นก็พบว่า คนที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อย ร่างกายจะไม่แข็งแรง ภูมิต้านทานลดลง มีโอกาสป่วยเป็นโรคต่างๆ มากขึ้นและจะทำให้มีอายุสั้นกว่าคนที่มีการเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายสม่ำ เสมอ

โรคของคนเคลื่อนไหวน้อย "เคาซ์โปเตโต้" ก็คือคนที่นั่งแช่ดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์วันละ นานๆ ที่มาของ "เคาซ์โปเตโต้" (Couch Potato)คำว่า Couch หมายถึง ที่นอน เก้าอี้นอน เก้าอี้โซฟา ส่วน Potato ก็คือมันฝรั่ง คำนี้เกิดจากวิถีชีวิตของชาวอเมริกันในยุคสมัยหนึ่งที่วันๆ เอาแต่นั่งนอนดูทีวีบนที่นอนหรือโซฟา นอนดูไปกินขนมไป จิบเบียร์ไป ร่างกายแทบไม่ได้เคลื่อนไหวเลย ที่สุดคนกลุ่มนี้ก็เริ่มอ้วน และป่วยเป็นโรคต่างๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ฯลฯ

ทุกวันนี้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตแบบ "เคาซ์โปเตโต้" มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ติดสิ่งอำนวยความสะดวกมากเกินไป นั่งอยู่กับที่ดูทีวี เล่นเกมวิดีโอ หรือเกมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

เผยวิธีกินอยู่อย่างปลอดภัยได้คุณค่าในหน้าร้อน

เผยวิธีกินอยู่อย่างปลอดภัยได้คุณค่าในหน้าร้อน

ป้องกันการติดเชื้อโรคระบบทางเดินอาหาร-น้ำ

ช่วงฤดูร้อนของทุกๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารมากที่สุดโดยเฉพาะ โรคอุจจาระร่วง ในทุกๆ ปีจะพบว่าคนไทยเจ็บป่วยและเสียชีวิตมากที่สุด ทั้งๆ ที่เป็นโรคที่สามารถควบคุมและป้องกันได้

สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารก็เพราะการบริโภคอาหารและน้ำที่มี การปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งในฤดูร้อนเชื้อโรคนี้จะเจริญเติบโตได้ดี และแพร่กรายได้อย่างรวดเร็ว

ผู้บริโภคอาหารทุกคน จะต้องให้ความสำคัญและเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในการกินอาหารในฤดูร้อน จะต้องกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม หากเป็นอาหารที่ซื้อนอกบ้าน ต้องมั่นใจว่าเป็นอาหารที่สะอาดใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ป้องกันไม่ให้แมลงวันตอม และควรนำมาอุ่นให้ร้อนก่อนกินทุกครั้งและที่สำคัญควรเลือกซื้ออาหารจากร้าน ที่สะอาดและไว้ใจได้ น้ำดื่มก็เช่นกันต้องดื่มน้ำสะอาด หากไม่มั่นใจควรดื่มน้ำต้มทุกครั้ง

นอกจากนี้ในหน้าร้อนเราควรรู้จักเลือกกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการกล่าว คือ กินอาหารที่มีคุณค่า แต่มีไขมันต่ำและย่อยง่าย เช่นกินปลาแทนเนื้อสัตว์อย่าง อื่นให้มากขึ้น เพราะย่อยง่ายมีไขมันต่ำแต่มีโปรตีนสูง และราคาไม่แพง ส่วนผักผลไม้ให้สะอาดก่อนกิน ดื่มน้ำสะอาดให้มากอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยผ่อนคลายความร้อน ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด หากจะใสน้ำแข็งในน้ำดื่ม ต้องมั่นใจว่าเป็นน้ำแข็งที่สะอาดไม่ปนเปื้อนเชื้อโรค

ร้อนนี้การกินอาหารที่มีคุณค่า และอาหารที่สุก สะอาด ปราศจากการปนเปื้อนเชื้อโรคจะเป็นการป้องกันให้ท่านรอดพ้นจากภาวะการเจ็บ ป่วยด้วยโรคทางเดินอาหารและท่านจะมีภาวะโภชนาการดี สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ตลอดช่วงฤดูร้อนนี้

อาหารดี มีคุณค่า แต่ถ้าสกปรกและปนเปื้อนขอเตือนว่าอันตรายต่อสุขภาพแน่

ที่มา : thaihealth.or.th

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อาหารกับกรุ๊ปเลือด

อาหารกับกรุ๊ปเลือด

วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องกรุ๊ปเลือดอะไรควรและไม่ควรรับประทานอะไรบ้าง มาบอกัน….

กรุ๊ป O

กรุ๊ปเลือดที่มีสุขภาพแข็งแรงดี สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ทุกชนิด เพราะน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยโปรตีนได้ง่าย

แต่มักจะมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า ทำให้ระบบเผาผลาญพลังงานไม่ดีนัก ดังนั้น อาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่ไม่มีไขมันมาก โดยเฉพาะเนื้อหมู ซึ่งร่างกายสามารถย่อยได้ง่ายอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคแผลเน่าเปื่อย หรือเกิดการอักเสบได้ง่ายกว่าคนที่มีกรุ๊ปเลือดอื่น ๆ อีกด้วย

และควรเลือกรับประทาน ผักใบเขียวเพื่อที่จะได้รับวิตามินเค จะช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น นอกจากผักใบเขียวแล้ว คนกรุ๊ปเลือดนี้ ควรรับประทาน มะเขือเทศ แครอท และน้ำผลไม้รวม เพื่อเพิ่มเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยบำรุงสายตา และควรออกกำลังกายที่ใช้พลังงานมาก เช่น การแอโรบิค ว่ายน้ำ จะทำให้ช่วยคุมน้ำหนักให้คงที่ได้เป็นอย่างดี

กรุ๊ป A

กรุ๊ปเลือดนี้ เหมาะกับอาหารประเภทข้าว แป้ง และผัก ผลไม้เป็นที่สุด

กรุ๊ปเลือด A จะอ่อนไหวต่อโรคมะเร็งมากกว่า หมู่อื่น ๆ ควรลดหรือละเว้น นม เนื่องจากแอนติเจนที่อยู่ในเซลล์ของกรุ๊ปเลือด A เอง และเนื่องจากน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ กรุ๊ปเลือดนี้ จึงไม่ควรรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูปที่มีสารไนไตรท์มาก อาหารที่ควรเลือกรับประทานได้แก่ อาหารทะเล ผักต่าง ๆ และธัญพืช เช่น ซีเรียลโฮลวีท ที่มีใยอาหาร ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร วิตามินบี เพื่อช่วยการทำงานของระบบประสาท และเม็ดเลือดแดงให้แข็งแรง

ข้อควรระวัง สำหรับกรุ๊ปเลือดนี้ คือ ความเครียด การออกกำลังกาย ที่ใช้พลังงานมาก กลับยิ่งเพิ่มความเครียดให้กับระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้น จึงควรฝึกโยคะ นั่งสมาธิ หรือเต้นระบำเพื่อรักษาสมดุลตามธรรมชาติ

กรุ๊ป B

กรุ๊ปเลือดนี้ จะรับประทานได้หลากหลาย ทั้งเนื้อ นม ไข่ ผัก ผลไม้

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีไปเสียหมด เพราะจุดอ่อนอยู่ตรงที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ ดังนั้น จึงควรเสริมอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เช่น ผักใบเขียว ผลไม้สด ข้าวกล้อง นมและผลิตภัณฑ์จากนม ส่วนการออกกำลังกาย สามารถทำได้หลากหลายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แอโรบิค ว่ายน้ำ ตีกอล์ฟ หรือแม้แต่โยคะ

กรุ๊ป AB

กรุ๊ปเลือดสุดท้าย คือเป็นได้ทั้ง แบบกรุ๊ป A และกรุ๊ป B จึงสามารถรับประทานได้ทั้ง 2 กรุ๊ปเลือดตามใจชอบ

แต่ควรที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันมาก และเนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก เนื่องจากน้ำย่อยมีความเป็นกรดต่ำ จึงทำให้ย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ไม่ค่อยดีนัก มักจะมีกรดเกิดขึ้นมาก ในท้องส่วนล่าง หรือลำไส้ใหญ่ อาจสังเกตได้ง่ายๆ ถ้ามีอาการผิดปกติ คือ จะเรอบ่อย

อาหารที่ควรรับประทาน เช่น อาหารทะเล ผักสด เต้าหู้ ผลไม้จำพวกส้มโอ องุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโยเกิร์ต เนื่องจากจะช่วยในการย่อย กระเพราะอาหารไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป และควรดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ เพื่อขับไล่ของเสียในร่างกายที่มีมากกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น ส่วนการออกกำลังกาย เลือกที่ทำให้จิตใจสงบมีสมาธิ อย่างเช่น โยคะ ยิงธนู เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมารับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดกันดู เพื่อสุขภาพที่ดี.

ข้อมูลจาก : ladyfogus.com

หุ่นสวยด้วย 5 ท่าโปรด

หุ่นสวยด้วย 5 ท่าโปรด

5 ท่าต่อไปนี้เป็นท่าลดไขมันที่ทำได้สบายๆ ไม่กินแรงมาก แต่ให้ผลดีในการสลายไขมันเฉพาะจุด เอาไปทำกันดูนะ

1. เรียกเหงื่อก่อนเอาจริง ก่อนจะเข้าสู่ท่าลดไขมันควรจะกระตุ้นร่างกายเพื่อปลุกระบบการไหลเวียนโลหิต ซะก่อน ด้วยการกระโดดเชือกประมาณ 1 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อกระฉับกระเฉงพร้อมต่อการออกกำลังต่อไป

2. ลดไขมันใต้วงแขน ไขมันมักจะไปกองรวมกันที่ใต้ท้องแขน พอแกว่งแขนไขมันก็จะสั่นไปด้วย ถ้าอยากจะลดไขมันในจุดนี้ให้ได้สาวแซ่บต้องลงทุนซื้อดัมเบลล์หนักประมาณ 300 กรัมมาสักคู่หนึ่ง ยืนกางขาเล็กน้อย เหยียดหลังตรง ถือดัมเบลล์ไว้มือละอัน คว่ำมือลง กางแขนทั้งสองข้างออกไปให้อยู่ในระดับบ่า ค้างไว้ประมาณ 1 นาที จากนั้นค่อยๆ ปล่อยแขนลง ทำติดต่อกัน 10-15 ครั้งเป็น 1 เซ็ต ระหว่างที่กางแขนควรก้มหน้าลงเล็กน้อยจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่งขึ้น

3. แผ่นหลังเรียบแนียน ไขมันที่แผ่นหลังก็มีมากไม่แพ้ที่อื่นเหมือนกัน ถ้าอยากรู้ว่าคุณมีไขมันที่หลังเยอะแค่ไหนก็ลองสังเกตจากก้อนเนื้อเป็นลูกๆ ที่โผล่ขึ้นมาเวลาใส่เสื้อชั้นในก็ได้ ท่าบริหารแผ่นหลังเริ่มจากการทำท่าคลานกับพื้น จากนั้นงอเข่าขวาให้ลอยขึ้นจากพื้นพร้อมกับงอข้อศอกด้วย ให้แขนและฝ่ามือลอยขึ้นขนาบกับพื้นค้างไว้ในท่านี้ประมาณ 15 วินาที แล้วสลับไปทำกับแขนและขาอีกข้างหนึ่ง ทำซ้ำข้างละ 4 ครั้ง เป็น 1 เซ็ต

4. หน้าท้องเนียนสวย ท่านี้ควรทำบนพรมหรือเบาะบางๆ เพื่อเซฟกระดูกสันหลัง นอนเหยียดยาวตัวตรง เท้าชิด วางแขนแนบกับลำตัว จากนั้นงอเข่าขึ้นแต่ยังให้ส้นเท้าแตะพื้นอยู่ ค่อยๆ ยกศีรษะกับลำตัวท่อนบนไปหาเข่าให้ใกล้ที่สุดเกร็งหน้าท้องค้างไว้ 10 วินาที แล้วปล่อยตัวลงนอน เซ็ต 1 ทำ 10 ครั้ง หลังจากทำไประยะหนึ่งแล้วควรค้างไว้ให้นานขึ้น อาจจะเป็น 30-60 วินาที หน้าท้องจะได้ยุบเร็วๆ

5. บั้นท้ายกระชับ นอนเหยียดตัวตรง แขนวางราบกับพื้นแนบลำตัว งอเข่าตั้งให้ฝ่าเท้าแนบพื้นจากนั้นยกข้อเท้าไปพาดอยู่บนเข่าของขาอีกข้าง หนึ่ง พร้อมกับยกก้นและแผ่นหลังขึ้นจากพื้น ให้ทำค้างอยู่ในท่านี้ประมาณ 30 วินาที หรือนับ 1-30 แล้วจึงค่อยสลับไปทำกับขาอีกข้างหนึ่ง ทำ 10 ครั้งเป็น 1 เซ็ต

ที่มา : Spicy

“กินเปลือกแอปเปิลไม่ต้องหาหมอ” มีสารที่มีคุณ ประโยชน์ 10 ชนิด

“กินเปลือกแอปเปิลไม่ต้องหาหมอ” มีสารที่มีคุณ ประโยชน์ 10 ชนิด

คำพังเพยมานมนานที่ว่า “กินแอปเปิลวันละลูก ไม่ต้องไปหาหมอ” นั้น นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์อันมีชื่อเสียงของสหรัฐฯ พบในการศึกษาว่า ที่ถูกควรจะพูดว่า “กินเปลือกแอปเปิลวันละลูก ไม่ต้องไปหาหมอ” มากกว่า

นักวิจัยได้ค้นพบสารประกอบสิบกว่าชนิดในเปลือกแอปเปิล โดยเฉพาะสาร “ไตรเตอเปนอยด์” ว่ามีสรรพคุณในการยับยั้งหรือฆ่าเซลล์มะเร็งที่เพาะขึ้นในห้องปฏิบัติการ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รุย ไฮ หลิว แห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหารและผู้ศึกษาอาวุโสกล่าวว่า “เราพบสารประกอบซึ่งมีอำนาจมากในการยับยั้งการแพร่ขยายของเซลล์มะเร็งตับ ลำไส้ และมะเร็งทรวงอกในมนุษย์ และมันอาจจะมีส่วนในด้านการต่อต้านมะเร็งของแอปเปิลทั้งลูก

มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์เคยศึกษาพบมาก่อนว่า แอปเปิลมีอิทธิฤทธิ์ในการต่อสู้เซลล์มะเร็งในห้องปฏิบัติการทดลอง ทั้งยังสามารถทำให้ ปริมาณและขนาดของเนื้อร้ายที่ทรวงอกของหนูลดลงด้วย และพวกนักวิจัยปัจจุบันเชื่อว่าสารไตรเตอเปนอยด์ อาจจะเป็นตัวการใหญ่ในการสู้รบกับมะเร็ง”.

พบสารก่อมะเร็งพริกป่นสูงลิ่ว "ผักสดกะเพรา"ยาฆ่าแมลงอื้อ

พบสารก่อมะเร็งพริกป่นสูงลิ่ว "ผักสด-กะเพรา"ยาฆ่าแมลงอื้อ

นพ.มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขของ รัฐบาล ที่จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดชัยนาทว่า จากการตรวจสารอันตรายตกค้างในอาหารในเดือนมกราคม- มีนาคม 2550 ทั้งหมด 29,245 ตัวอย่าง ยังพบสารอันตรายปนเปื้อน 220 ตัวอย่าง มากที่สุดได้แก่ สารเร่งเนื้อแดงพบในเนื้อหมู 6 ตัวอย่างจากที่ตรวจทั้งหมด 263 ตัวอย่าง รองลงมาคือยาฆ่าแมลงในผักสด พบมากถึง 186 ตัวอย่างจากที่ตรวจ 16,301 ตัวอย่าง ในผักคะน้า กวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย ถั่วฝักยาว ผักชีทุกชนิด พริกสดทุกชนิด มะเขือเทศ ใบกะเพรา โหระพา หน่อไม้ฝรั่ง แขนงกะหล่ำปลี ถั่วลันเตา ต้นหอม ถั่วพู ผักกาดเกือบทุกชนิด รวมทั้งพบในส้มโชกุน องุ่นไร้เมล็ด ชมพู่ ส้มเช้ง

นพ.มรกตกล่าวว่า ผักดอง เช่น ผักกาดดอง ผักกุ่มดอง พบสารกันราเจือปน 3 ตัวอย่างจาก 1,108 ตัวอย่าง นอกจากนี้ ยังพบการใช้น้ำยาดองศพหรือฟอร์มาลิน ซึ่งมีพิษทำลายเซลล์ในร่างกาย ทำให้ปวดท้องรุนแรง อาเจียน ท้องเดิน หมดสติและเสียชีวิตได้ ในสไบนาง ปลาหมึกกรอบ แมงกะพรุน จำนวน 4 ตัวอย่างจากที่ตรวจ 2,822 ตัวอย่าง ส่วนอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หมูบด ทอดมัน ลูกชิ้น กุนเชียง และอาหารสำเร็จรูป เช่น เผือกทอด ขนมเทียนไส้เค็ม ตรวจพบสารบอแรกซ์ซึ่งทำให้กรอบและใช้กันบูดเสีย มีพิษทำให้ไตวาย อาเจียนเป็นเลือด และตายได้ จำนวน 21 ตัวอย่างจากที่ตรวจ 6,955 ตัวอย่าง ที่น่าตกใจก็คือพบสารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตับ ในพริกป่น พริกแห้ง ถั่วลิสงป่น ถั่วลิสงแห้งมากถึงร้อยละ 21 ในปีนี้กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งนโยบายให้ทุกจังหวัดมีการสุ่มตรวจในตลาดสด ตลาดนัด ซุปเปอร์มาร์เก็ตอย่างต่อเนื่อง และมอบป้ายอาหารปลอดภัยให้แผงที่ตรวจไม่พบสารตกค้างอันตราย
ข้อมูลจาก : saradee.net